ภาพประจำสัปดาห์

 

ภาพที่ 1(การเกิดมุมพาราแลกซ์)

 

การวัดระยะโดยวิธีพาราแลกซ์ (Trigonometric parallax)

     การวัดระยะทางโดยวิธีพาราแลกซ์นี้อาศัยการโคจรของโลกรอบดวงอาทิตย์ ทำให้ดาวที่เห็นเกิดปรากฏการณ์ "พาราแลกซ์ตรีโกณมิติ (Trigonometric parallax)" หรือที่เรียกสั้นๆว่า "พาราแลกซ์ (Parallax)" ปรากฏการณ์นี้จะเห็นได้ในชีวิตประจำวัน เช่น เมื่อเรานั่งรถไฟไปต่างจังหวัดและมองออกไปนอกหน้าต่างจะเห็นว่าต้นไม้ที่อยู่ไกลๆออกไปกำลังเคลื่อนที่ตามรถไฟ...

     ดังนั้นเมื่อโลกของเราเคลื่อนที่รอบดวงอาทิตย์ ก็เปรียบเสมือนเรานั่งอยู่บนรถไฟที่กำลังเคลื่อนที่รอบดวงอาทิตย์เราจะเห็นดาวที่อยู่ใกล้กับโลกและดาวที่อยู่ไกลจากโลกเกิดปรากฏการณ์พาราแลกซ์ตามรูปที่ 1 ถ้าโลกเคลื่อนที่จากจุด A ไปยังจุด B จะเห็นว่าที่จุด B โลกอยู่ห่างจากดวงอาทิตย์เป็นระยะทาง    1 AU (ระยะทางหนึ่งหน่วยดาราศาสตร์ = ระยะทางจากโลกถึงดวงอาทิตย์ = 150,000,000, กิโลเมตร) เราจะได้ระยะทางของดาวเมื่อคำนวณโดยใช้หลักทางคณิตศาสตร์คือ

                                    ระยะทางของดาว ;d = 1/มุมพาราแลกซ์

     เมื่อ d คือระยะทางจากโลกถึงดาวในหน่วย pc (1pc=หนึ่งพาร์เสก=206265A.U.) แต่วิธีการนี้มีข้อเสียคือเครื่องมือที่เราใช้วัดมุมพาราแลกซ์ สามารถวัดมุมได้น้อยที่สุดที่ทำให้ได้ระยะทางของดาวได้ในช่วงประมาณ 100 pc  เท่านั้นซึ่งถ้าเทียบกับระยะทางของเส้นผ่านศูนย์กลางทางช้างเผือก 10,000 pc  เราจะวัดระยะทางของดาวได้ประมาณ 7,000 ดวง จากทั้งหมด 100,000,000,000 ดวงดังนั้นหากต้องการวัดระยะทางของดาวที่อยู่ไกลกว่านี้จะต้องใช้วิธีอื่นในการวัดระยะทาง

พาราแลกซ์สเปกโตรสโคป (Parallax Spectroscope)

      การหาระยะทางของดาวโดยใช้วิธีการพาราแลกซ์สเปกโตรสโคปจะต้องอาศัยสิ่งที่เรียกว่า แผนภาพเอช-อาร์ (H-R diagram) แผนภาพเอช-อาร์เป็นแผนภาพแสดงความสัมพันธ์ระหว่างค่า โชติมาตรปรากฏ(m) หรือ โชติมาตรสัมบูรณ์(M) กับชนิดของเสปกตรัมหรือ ค่าดัชนีสี(Color Index) ของดาวดังภาพที่ 2 แผนภาพเอช-อาร์ที่  ใช้เป็นแผนภาพมาตรฐานนี้ได้มาจากการหาค่าโชติมาตรและดัชนีสีของดาวต่างๆจำนวนมากที่อยู่บนท้องฟ้าแล้วนำมาเขียนเป็นแผนภาพ (สำหรับการอธิบายแผนภาพเอช-อาร์ค่อนข้างจะยาวและยุ่งยากพอสมควรกระผมจะขออนุญาต อธิบายเป็นบทความหนึ่งเลยแล้วกันครับ)

ภาพที่ 2 แผนภาพเอช-อาร์ของดาว

     จากแผนภาพเอช-อาร์ ถ้าเราทราบชนิดของเสปกตรัม(หรือดัชนีสี)และอันดับความสว่างกับโชติมาตรปรากฏเราก็จะได้ค่าโชติมาตรสัมบูรณ์ของดาวโดยการเทียบลงบนแผนภาพเอช-อาร์ จากนั้นนำค่าโชติมาตรสัมบูรณ์และโชติมาตรปรากฏที่ได้แทนลงในสมการ

M-m=5log(d)-5

     เมื่อคำนวณจะได้ระยะทางของดาว d ในหน่วยพาร์เสกออกมา วิธีนี้เหมาะสมกับการหาระยะทางของดาวดวงเดียว ส่วนการหาระยะทางของกระจุกดาวนั้นจะนิยมใช้วิธีที่ 3 คือการซ้อนขบวนหลักซึ่งกระผมขออนุญาตเอาไว้พูดถึงในอาทิตย์หนาแล้วกัน

 

 

กลับสู่หน้าแรก